ร้อนเหมือนกัน แต่ ‘เดือดร้อน’ มากกว่า : เมื่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้ประชากลุ่มเฉพาะต้องรับมือหนักกว่าคนทั่วไป
เชื่อว่าหลายๆ คนในช่วงนี้หลีกเลี่ยงที่จะออกจากบ้านตอนกลางวันหรือตอนบ่ายๆ เพราะอากาศที่ร้อนระอุจนแทบจะทนไม่ไหว เดินไปทางไหนก็หลบแดดจ้าและอากาศที่มีแต่ไอร้อนไม่พ้น
แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ต่างมีวิธีแก้ร้อนในแบบของตัวเอง บางคนยอมเปิดแอร์ตั้งแต่เที่ยงยันเย็น บางคนไปเดินเล่นในห้างเพื่อคลายร้อน การดับร้อนของบางคนมันง่ายนิดเดียว แต่อีกหลายคน เขาต้องทนทั้งอากาศร้อน และความ ‘เดือดร้อน’ อื่นๆ ที่ตามมาอีกด้วย
“ทุกคนเจอความร้อนเหมือนกัน แต่รับอิทธิพลจากความร้อนไม่เท่ากัน”
‘รองศาสตราจารย์ ดร.รัตติยา ภูละออ’ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวภายในงาน Voice of the voiceless เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ ถอดบทเรียนและองค์ความรู้สู่ How To จัดการกับความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา
‘การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ’ คือต้นเหตุของความร้อนที่ทุกคนกำลังเจออยู่ คำนี้หมายถึงการที่อุณหภูมิและสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาลมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในระยะยาว โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น
ความร้อนเป็นเหมือนภัยพื้นฐานที่ทุกคนเจอ แต่สำหรับประชากรกลุ่มเฉพาะ พวกเขาต้องอยู่ในสถานการณ์เปราะบางจากการเผชิญการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้พวกเขาใช้ชีวิตยากกว่าเดิมหลายเท่า เช่น คนพิการที่ไม่สามารถอพยพไปไหนได้ในตอนที่เจอกับน้ำป่าไหลหลาก หรือคนไร้บ้านที่ต้องทนกับความร้อนที่มากกว่าเดิมซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มาจากความร้อน
เพื่อทำให้เห็นภาพยิ่งขึ้น อาจารย์รัตติยาได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่กลุ่มประชากรเฉพาะต้องพบเจอจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจเป็นสถานการณ์ที่หลายคนคาดไม่ถึง
คนพิการ
หลายครั้งที่มีเหตุการณ์น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก พายุ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ หนึ่งในผู้ที่อพยพออกจากพื้นที่ได้ยากที่สุดคือกลุ่มคนพิการ เนื่องจากข้อจำกัดทางร่างกายส่งผลให้บางคนไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ต้องรอการช่วยเหลือจากคนข้างนอกเท่านั้น ซึ่งบางครั้งคนจากข้างนอกก็ไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะความรุนแรงจากภัยพิบัติ
ในขณะเดียวก็มีคนพิการจำนวนหนึ่งที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น เครื่องช่วยหายใจ รถเข็น เตียง นั้นหมายความในกรณีที่เกิดภัยพิบัติและไฟฟ้าถูกตัดขาด พวกเขาก็ไม่สามารถใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอื่นๆ ตามมาอีก
ความร้อนที่สูงขึ้นส่งผลต่อการเกิดโรคต่างๆ หนึ่งในนั้นคือโรงระบบทางเดินหายใจและหลอดเลือด ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมากในกลุ่มที่มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว
ผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุคือกลุ่มเสี่ยงอันดับต้นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางของสภาพอากาศ แน่นอนว่าถ้ายิ่งร้อนขึ้นก็ยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพมากขึ้น ซึ่งร้อนที่มักพบเห็นได้บ่อยคือโรคลมแดด (Heat Stroke)
ข้อมูลจากโรงพยาบาลรามคำแหงระบุว่า กลุ่มผู้สูงอายุมีความเสี่ยงเป็นโรคลมแดดได้ง่าย เนื่องจากร่างกายของผู้สูงอายุไม่สามารถระบายอากาศได้ดีเท่ากับคนหนุ่มสาว อาการที่มักจะพบ คือ รู้สึกกระหายน้ำมาก ปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน หายใจเร็ว
ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศคล้ายๆ กับในกลุ่มคนพิการ เนื่องจากทั้งสองกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีข้อจำกัดทางร่างกายและสุขภาพ ทำให้ได้รับผลกระทบมากกว่าคนทั่วไป อีกทั้งกว่าจะเข้าถึงการช่วยเหลือก็ยากกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
คนไร้บ้าน
ปกติเรามักเจอคนไร้บ้านที่สะพานลอย ป้ายรถเมล์ และตามที่สาธารณะต่างๆ ซึ่งบางทีก็เป็นที่โล่งแจ้ง แน่นอนว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ต้องเจอกับความร้อนเต็มๆ เพราะไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง อากาศที่ร้อนจัดก่อให้เกิดความเสี่ยงกับโรคภัยต่างๆ เช่น โรคลมชัก รวมไปถึงโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารอย่างอาหารเป็นพิษอีกด้วย เป็นไปได้ว่าคนไร้บ้านหลายคนมีอาหาร แต่ไม่มีที่เก็บ พออาหารอยู่ในอากาศร้อนเป็นเวลานานทำให้เกิดการเน่า บูด เมื่อกินเข้าไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย
ปัจจุบันคนไร้บ้านบางกลุ่มไม่มีหลักประกันทางสุขภาพ เนื่องจากพวกเขาบางส่วนไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีเอกสารยืนยันตัวตน ทำให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากพวกเขาเกิดเจ็บป่วย หลายคนจึงเลือกปล่อยไว้เฉยๆ และรอให้หายเอง เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาหมอที่ไหน
แรงงานนอกระบบ
ไรเดอร์ วินมอเตอร์ไซต์ แรงงานก่อสร้าง แม่ค้าพ่อค้าหาบเร่ พวกเขาเหล่านี้มีสองสิ่งที่เหมือนกันคือ เป็นแรงงานนอกระบบและทำงานในที่แจ้ง
การทำงานในที่แจ้งแน่นอนว่าพวกเขาได้รับผลกระทบจากแดดที่ร้อนแรงไปเต็มๆ ในช่วงนี้เราจึงเห็นไรเดอร์วิ่งไปมาบนถนนบ่อยขึ้น เนื่องจากหลายคนหลีกเลี่ยงที่จะออกจากบ้านด้วยตัวเอง และฝากท้องหรือฝากธุระไว้ที่ไรเดอร์แทน
ส่วนแรงงานก่อสร้างที่ทำงานในที่กลางแจ้ง นอกจากต้องเผชิญกับอากาศร้อนแล้ว พวกเขายังต้องเจอกับฝุ่น ควัน มลภาวะทางอากาศในพื้นที่ก่อสร้าง ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินทางใจ นอกจากนี้คนงานส่วนใหญ่มักจะอาศัยในแคมป์ของสถานก่อสร้างซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่แออัด อากาศไม่ถ่ายเท ทำให้เจอกับอากาศร้อนบ่อยกว่าคนทั่วไป
อีกหนึ่งปัญหาที่แรงงานนอกระบบมักจะเจอคือการเข้าไม่ถึงหลักประกันทางสุขภาพ พวกเขาไม่มีประกันสังคมเหมือนกับพนักงานบริษัท ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ในบางกรณีนายจ้างก็ไม่ได้คุ้มครองในส่วนนี้ อีกทั้งรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอทำให้ขาดความมั่นคง แรงงานนอกระบบบางคนหากเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุก็เลือกที่ซื้อยากินเอง เนื่องจากประหยัดเงินและประหยัดเวลามากกว่าที่จะไปหาหมอที่โรงพยาบาล
ปัญหาค่าตอบแทนที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับภาระงาน ส่งผลให้หลายคนยอมทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นห่วงปากท้องมากกว่า ซึ่งอากาศที่ร้อนและเปลี่ยนแปลงบ่อยทำให้พวกเขาต้องทนกับความเปลี่ยนแปลงที่มากยิ่งขึ้น
กลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีปัญหาสถานะบุคคล
พวกเขาคือกลุ่มคนที่หลายคนคิดว่าเป็น ‘ต้นตอ’ ของโลกร้อน และฝุ่น pm 2.5 แต่จริงๆ แล้วพวกเขาคือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อนมากกว่าคนอื่นๆ
ปัจจุบันมีกลุ่มชาติพันธุ์หลายคนไม่ได้รับการรับรองสัญชาติตามกฎหมาย ทำให้พวกเขามีปัญหาการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ สวัสดิการสังคม และมาตราการรับมือภัยพิบัติได้ยากกว่า
กลุ่มชาติพันธุ์บางส่วนอยู่ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางสูงและเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติมากกว่าคนทั่วไป เช่น พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม พื้นที่แห้งแล้ง อย่างกรณีของพื้นที่ห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งเป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ในช่วงกันยายน 2567 พวกเขาเผชิญกับน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มที่หนักที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้บ้านเรือนเสียหาย ทางสัญจรถูกตัดขาด ไฟฟ้าไม่สามารถใช้งานได้ รวมไปถึงสัตว์สูญหายอีกด้วย
ข้อมูลจาก The Active ระบุว่า ถึงแม้ชาวบ้านจะเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมกับภัยพิบัติแล้ว แต่หนนี้มีความรุนแรงกว่าครั้งอื่นๆ จนไม่สามารถต้านทานความเสียหายได้
อาจารย์รัตติยาเพิ่มเติมว่ากลุ่มชาติพันธุ์ยังเสี่ยงกับโรคติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น เช่น ไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก และโรคทางเดินหายใจ
ผู้มีความหลากหลายทางเพศ
อาจารย์รัตติยามองว่า ผู้มีความหลากหลายทางเพศมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากกว่า และมีทรัพยากรในการฟื้นตัวจากภัยพิบัติจากสภาพอากาศน้อยกว่า
ข้อมูลจาก Greenpeace (กรีนพีซ) ระบุว่ากลุ่ม LGBTIQNA+ เจอผลกระทบทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากพวกเขามักเป็นกลุ่มที่ถูกไล่ออกจากบ้านหรือจำเป็นต้องออกจากบ้านเนื่องจากครอบครัวไม่ยอมรับตัวตนของพวกเขา งานวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศ 120% เสี่ยงที่จะเป็นคนไร้บ้าน
ซึ่งถ้าเป็นวัยรุ่น การหาที่อยู่ใหม่ก็จะยากขึ้นเนื่องจากยังไม่มีรายได้ที่มั่นคง ที่อยู่ที่เอื้อมถึงจึงอยู่ในพื้นที่ที่แออัด มีมลภาวะ และเสี่ยงต่อการเผชิญกับภัยพิบัติอย่างเช่นน้ำท่วม เป็นต้น
ประชากรข้ามชาติ
การย้ายถิ่นฐานของแรงงานข้ามชาติ บางส่วนอาจจะเป็นการย้ายเพื่อหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หารายได้ที่มากขึ้น เนื่องจากประเทศต้นทางอาจมีภาวะสงครามหรือสภาพเศรษฐกิจที่ไม่พอปากท้อง อีกปัจจัยที่เป็นตัวเร่งให้คนเริ่มย้ายถิ่นฐานคือภาวะโลกร้อน เพราะในพื้นที่เดิมอาจจะไม่สามารถใช้ทำกินได้ต่อไป จึงทำให้ต้องหาที่อยู่ใหม่
อาจารย์รัตติยามองว่า พวกเขาคือกลุ่มที่ได้ผลกระทบทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะประชากรข้ามชาติที่เข้ามาเป็นแรงงานในเกษตรกรรม งานก่อสร้าง และประมง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอยู่แล้ว
โลกที่ร้อนขึ้น อุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ส่งต่อความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพโภชนาการของประชากรข้ามชาติ เนื่องจากในบางพื้นที่เจอกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ภัยแล้งที่ทำให้ต้องทำงานหนักขึ้น น้ำท่วมที่ทำให้ผลผลิตลดลง ส่งผลให้รายได้ของพวกเขาก็ลดลงไปด้วย เป็นไปได้ว่าการจ้างงานก็อาจจะน้อยลงตามไปด้วย
ทุกวันนี้ประชากรข้ามชาติเผชิญกับปัญหาการเข้าไม่ถึงการให้บริการสุขภาพ เนื่องจากบางส่วนไม่มีประกันสังคม และไม่มีรายได้มากพอที่จะจ่ายประกันสุขภาพ อีกทั้งพวกเขาเจอกับการกีดกันอื่นๆ ในสังคมอีกด้วย
ผู้ต้องขัง
เรือนจำเป็นสถานที่ปิด ผู้ต้องขังอยู่ด้วยกันอย่างแออัด บางทีแค่เราอยู่คนเดียวก็ว่าร้อนแล้ว แต่การอยู่ร่วมกับคนมากๆ ทำให้รู้สึกร้อนเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก
“ผู้ต้องขังต้องนอนตะแคงตัว ไม่สามารถนอนหงายได้ และมีการนอนหันเท้าชนกันในลักษณะของการเสียบขาให้สามารถนอนได้จำนวนมากขึ้น หากใครนอนดิ้นก็จะถูกรังเกียจหรือถูกต่อว่าจากเพื่อนร่วมห้องนอนได้”
ข้อความนี้มาจาก ‘หนังสือชีวิตที่ถูกลืม : เรื่องเล่าของผู้หญิงในเรือนจำ’ ที่เล่าเรื่องปัญหาที่พบในเรือนจำของผู้ต้องขังหญิง หนึ่งในนั้นคือปัญหาความแออัดและคับแคบ นอกจากนี้ผู้ต้องขังมีแนวโน้มที่จะเป็น ‘โรคไม่ติดต่อ (NDCS)’ อยู่แล้ว เนื่องมาจากวิถีการดำเนินชีวิตที่จำกัด เช่น การกินที่ไม่สามารถเลือกได้มาก การพักผ่อน และการออกกำลังกาย
นั้นหมายความว่าพวกเขาสามารถเป็นโรคไม่ติดต่อ และขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงจะมีโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนเพิ่มเข้ามา เช่น โรคติดต่อ และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากสุขภาพกายแล้วยังส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตอีกด้วย เช่น ภาวะเครียดจากความร้อน
นอกจากนี้เรือนจำมักตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ เพราะฉะนั้นหากเกิดเหตุขึ้นมาการเคลื่อนย้ายและอพยพจะทำได้ยาก อีกทั้งเรือนจำอาจถูกตัดขาดจากระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำสะอาด ไฟฟ้า ส่งผลทั้งสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตของพวกเขา
มุสลิมไทย
คนมุสลิมมีวิถีชีวิตและวิธีปฏิบัติตามความเชื่อของตัวเอง พวกเขาเคยถูกมองอย่างไม่เข้าใจว่าเป็นคนเรื่องมาก เรื่องเยอะ เพียงเพราะพวกเขากินอาหารไม่เหมือนคนอื่น แต่งตัวไม่เหมือนคนอื่น อาจารย์รัตติยามองว่า ในกรณีที่เกิดน้ำท่วม หรือภัยพิบัติฉุกเฉินขึ้น การออกแบบการช่วยเหลือมักจะมองข้ามคนกลุ่มนี้ไป ซึ่งจริงๆ แล้วเราอาจจะต้องหันมาเคารพและทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมของชาวมุสลิมที่มากขึ้น
ในปี 2567 มีเหตุการณ์ที่ชาวมุสลิมโดนตำหนิว่าเป็นกลุ่มคนที่เรื่องมาก จากกรณีที่ทีมกู้ภัยขอรับความช่วยเหลืออาหารสำหรับชาวมุสลิมที่ประสบภัยน้ำท่วม ฝ่ายหนึ่งมองว่าสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้คนมุสลิมไม่ควรเคร่งครัดเรื่องการกินมากนัก แต่ก็มีอีกฝ่ายหนึ่งที่น้ำถึงความสำคัญของการเคารพความเชื่อทางศาสนา ปัจจุบันประเด็นนี้ก็ยังถูกหยิบมาถกเถียงอยู่ แต่ในมุมมองของอาจารย์รัตติยา การเข้าถึงอาหารฮาลาลในสถานการณ์ภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากการช่วยเหลือมีจำกัด
ผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรง
พวกเขาคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศในทางอ้อม โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่ทำงานอยู่ภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม อย่างกรณีทำงานในภาคเกษตรกรรม ก็อาจจะต้องเผชิญกับผลผลิตที่น้อยลง ทำให้การจ้างงานน้อยลงไปด้วย ส่วนในภาคอุตสาหกรรมพวกเขาต้องทนอยู่สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย
นอกจากนี้ยังพบว่าภาวะโลกร้อนทำให้ความรุนแรงทางเพศ และการค้ามนุษย์เพิ่มมากขึ้น ข้อมูลจาก UN Women ระบุว่า เนื่องจากทรัพยากรลดลงทำให้ผู้หญิงบางส่วนต้องทำงานหนักขึ้นหรือเดินทางไกลขึ้นเพื่อที่จะเข้าถึงทรัพยากรอย่างอาหารและเงิน ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะโดนค้ามนุษย์
เป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลเสี่ยงต่อภาวะโภชนาการและสุขภาพแม่และเด็กอีกด้วย เนื่องจากคุณภาพของน้ำ อาหาร ที่ลดลง
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอาจเป็นเรื่องที่ใครหลายคนยังมองไม่เห็น และคิดว่ามาแค่รูปแบบของความร้อนเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันคือต้นตอของภัยพิบัติต่างๆ วิกฤตทางอาหาร หรือแม้กระทั่งปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ตอนนี้พวกเรากำลังร่วมกันเผชิญอยู่ กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบก่อนใครอื่นคือประชากรกลุ่มเฉพาะจำนวนมาก ซึ่งมันคงไม่ยุติธรรมเท่าไหร่หากพวกเขาจะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบมาก แต่กลับเข้าถึงการช่วยเหลือและความเป็นธรรมได้ ‘น้อย’